BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV เชียงราย – กรุงเทพฯน้ำมันถังเดียว ชาร์จครั้งเดียว วิ่งไกลกว่า 1,000 กม.

ขับรถจาก “เชียงราย → กรุงเทพ” น้ำมันถังเดียวอยู่จริงเหรอ? ทริปนี้ #ไปกับคุณ ได้คำตอบแล้ว… เราได้มีโอกาสไปร่วมทดสอบรถรุ่นใหม่ BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV รุ่น Standard แบบโหดจริง วิ่งยาวข้ามจังหวัด 3 วัน 2 คืน จากเหนือสุดลงกรุงเทพฯ แบบขับจริง นั่งจริง ไม่มีเซ็ตฉาก

ก่อนเริ่มทริป เติมน้ำมัน เติมพลังงาน และปิดซีลรถกันไปเลย เพื่อพิสูจน์กันชัดๆ ว่า รถคันนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน ระหว่างทางได้ทั้ง “ลองขับ” และ “ลองนั่ง” สลับกันหลายช่วง และผลคือ…

  • ชาร์จไฟแค่ครั้งเดียว ก็สามารถเดินทางต่อได้สบายๆ ตลอดทริป หลายช่วงใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้การขับเงียบ นุ่ม และประหยัดแบบรู้สึกได้จริง
  • น้ำมันถังเดียว เชียงราย – กรุงเทพฯ เอาอยู่จริง
  • วิ่งยาวหลายจังหวัด ขับนิ่มมาก นั่งไกลไม่เมื่อย
  • ห้องโดยสารกว้าง นั่งสบายตลอดวัน
  • อัตราเร่งดี แซงง่าย แต่ยังประหยัดสุดๆ
  • เงียบแบบรถไฟฟ้า แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทาง

พูดตรงๆ ตอนแรกก็แอบไม่เชื่อ แต่พอได้นั่งยาวตั้งแต่เชียงราย ผ่านลำปาง อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ลพบุรี จนเข้ากรุงเทพฯ คือเข้าใจเลยว่าทำไมรถ PHEV รุ่นใหม่ถึงมาแรงมาก

ด้วยเทคโนโลยี DM-i Super PHEV จะใช้ไฟฟ้าเป็นหลักก่อน ทำให้ช่วงขับทางไกลกินน้ำมันน้อยมากๆ และยังขับไฟฟ้าล้วนได้ไกลสุดประมาณ 85 กม. เหมาะมากกับการใช้ในชีวิตประจำวัน หรือสายเดินทางไกลแบบเราๆ ช่วยเซฟค่าใช้จ่ายเยอะมาก

อีกอย่างที่ชอบคือ ฟีลรถซีดานที่ดูสปอร์ต แต่ใช้งานจริงง่ายมาก ทั้งหน้าจออัจฉริยะ ระบบช่วยขับ และพื้นที่เก็บของที่ใส่กระเป๋าเดินทางได้เยอะ เหมาะทั้งใช้ในเมืองและออกทริปยาว

ที่พีคอีกอย่างคือ…เป็นรถซีดานขนาดกลาง แต่เปิดราคามาแบบตกใจ

  • รุ่น Standard ราคา 599,900 บาท (3,000 คันแรก)
  • รุ่น Dynamic ราคา 659,900 บาท

หลังจบทริปนี้ บอกเลยว่ามุมมองต่อรถไฮบริดเปลี่ยนไปเลย สรุปแบบง่ายๆ โคตรจะประหยัด เติมน้ำมันถังเดียวอยู่ ชาร์จไฟครั้งเดียวรอด บ้านเราได้ลองวิ่ง ระยะทางทั้งหมดแบบยาวๆ จากเชียงราย – กรุงเทพฯ 1,011 กิโล แถมเหลือน้ำมันอีก เอาเป็นว่า ทุบค่ะ!!!

เพราะมันไม่ได้แค่ “ประหยัด” แต่ขับสบาย ใช้ทุกวันก็ได้ ออกทริปไกลก็รอด ใครกำลังคิดจะออกรถปีนี้ รุ่นนี้คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรไปลองขับจริง ใครที่กำลังมองหารถคันแรก หรืออยากเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือก บอกเลยว่า BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV ต้องลอง


BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV รุ่นย่อย STANDARD

Product Highlights
BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV รถยนต์กลุ่มซีดานขนาดกลาง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังที่เต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยี DM-i SUPER PHEV แบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มาพร้อมกับ BYD Blade Battery ซึ่งมีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของ BYD ที่ปลอดภัยและทนทาน สามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกลสุด 85 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ผสานกับเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร ให้ทั้งอัตราเร่งที่เร็วแรงที่สุดในคลาส โดยยังคงใช้เชื้อเพลิงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยอัตราสิ้นเปลือง 28.6 กิโลเมตรต่อลิตร* แม้ขณะแบตเตอรี่ต่ำ

คุ้มค่ากว่าด้วยห้องโดยสารกว้างขวาง จากระยะฐานล้อยาวที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันในรุ่นย่อย STANDARD ทั้งหน้าจอเรือนไมล์ ขนาด 8.8 นิ้ว, หน้าจอสัมผัสระบบ Intelligent Multimedia แบบลอยตัว ขนาด 10.1 นิ้ว และ เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะหลายรายการ ทั้งยังมีรูปทรงโฉบเฉี่ยวกับดีไซน์ภายใต้แนวคิด OCEAN AESTHETICS พร้อมล้ออัลลอยแบบทูโทน ขนาด 17 นิ้ว

Product Details: BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV รุ่นย่อย STANDARD
ภายนอก

  • มิติตัวถัง: ยาว x กว้าง x สูง: 4,780 x 1,837 x 1,495 มิลลิเมตร / ระยะฐานล้อ 2,718 มิลลิเมตร
  • ภายนอกออกแบบภายใต้แนวคิด OCEAN AESTHETICS ให้อารมณ์สปอร์ต ผสานกับเส้นสายตัวถังด้านข้างที่เฉียบคมสะท้อนความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์
  • กระจังหน้าไร้กรอบแบบ DOT MATRIX มาพร้อมไฟหน้า Full LED พร้อมระบบเปิด – ปิดอัตโนมัติ
  • ไฟท้ายเป็นแบบ Full LED รมดำ พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Sequential และ ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • ล้ออัลลอยแบบทูโทน ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/55 R17
  • มีสีภายนอกให้เลือกระหว่าง สีขาว Horizon White และ สีดำ Quantum Black

    ภายใน
  • ห้องโดยสารกว้างขวาง ด้วยระยะฐานล้อยาวที่สุดในรถยนต์ Segment เดียวกัน มาพร้อมพื้นที่บรรทุกสัมภาระท้ายรถขนาด 450 ลิตร ใส่กระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้ว ได้ 6 ใบ จัดเก็บสัมภาระได้มากขึ้นด้วยฟังก์ชันการพับเบาะด้านหลังแบบ 60/40
  • ระบบแสดงผล Multimedia ครบครัน ด้วยหน้าจอเรือนไมล์ ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมหน้าจอสัมผัสระบบ Intelligent Multimedia แบบลอยตัว ขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay® และ Android Auto™ ทำงานร่วมกับลำโพง 4 ตำแหน่ง
  • เบาะผ้าดีไซน์สปอร์ต เบาะผู้ขับขี่ปรับมือ 6 ทิศทาง ส่วนเบาะผู้โดยสารหน้าปรับมือ 4 ทิศทาง
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน พร้อมหุ้มหนังสังเคราะห์
  • เปลี่ยนเกียร์ง่ายด้วย Dial e-Shifter พร้อมเบรกมือไฟฟ้า EPB สะดวกสบายที่สุดในรถยนต์ ระดับเดียวกัน
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ มาพร้อมระบบกรองฝุ่น PM2.5 และ ช่องปรับอากาศตรงกลางด้านหลัง
  • ระบบ Keyless Entry พร้อม Keyless Start และ กุญแจแบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ NFC (NFC Card)
  • รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต (OTA)

ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) แบบ DM-i SUPER PHEV

  • ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) แบบ DM-i SUPER PHEV หรือ Dual Mode-intelligent เน้นการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลักในทุกช่วงความเร็ว ตอบสนองทันใจและทรงพลังในทุกช่วงความเร็ว มอบอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ใน 7.6 วินาที
  • ชุดมอเตอร์ไฟฟ้าหน้า ให้พละกำลังสูงสุด 145 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร เสริมด้วยการจัดการพลังงานและความร้อนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างอัตราเร่งทรงพลัง ภายใต้ทุกสภาพการใช้งานเครื่องยนต์เบนซิน Xiaoyun 1.5L Atkinson Cycle พัฒนาขึ้นเพื่อขุมพลัง PHEV โดยเฉพาะ กำลังสูงสุด 72 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 122 นิวตัน-เมตรประหยัดเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี PHEV ด้วยอัตราสิ้นเปลือง 28.6 กิโลเมตรต่อลิตร* แม้ขณะแบตเตอรี่ต่ำ รองรับน้ำมัน E20, Gasohol 91 และ 95 เพิ่มความยืดหยุ่นในการเดินทาง
  • BYD Blade Battery ขนาด 13.08 กิโลวัตต์ – ชั่วโมง เทคโนโลยีแบตเตอรี่เอกสิทธิ์เฉพาะของ BYD ที่มีชื่อเสียงด้านความปลอดภัยสูงสุด การันตีจากการผ่านการทดสอบความปลอดภัย ด้วยการตอกตะปูทะลุเซลล์แบตเตอรี่ได้สำเร็จ จากการออกแบบโครงสร้างแบบรังผึ้ง (Honeycomb Structure) ช่วยเสริมความแกร่งเชิงโครงสร้าง ทั้งยังมาพร้อมระบบการจัดการพลังงาน และความร้อนประสิทธิภาพสูง ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น ส่งผลให้สามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน ได้เป็นระยะทางสูงสุด 85 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • รองรับการชาร์จแบบ AC Type 2 กำลังสูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และรองรับVtoL กำลังสูงสุด 2.2 กิโลวัตต์ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving Technology)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วโดยอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ (ICC)
  • ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้า (FCW)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)
  • ระบบช่วยควบคุมรถ ไม่ให้ออกนอกช่องทางเดินรถ (LDP)
  • กล้องมองภาพด้านหลัง และ เซนเซอร์ช่วยตรวจจับวัตถุด้านหลัง 4 จุด
  • ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (TPMS) 

    อุปกรณ์ความปลอดภัย (Passive Safety)
  • ถุงลมนิรภัย 6 จุด ประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และ ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง
  • โครงสร้างตัวถังแบบ Roll Cage Body เพิ่มความแข็งแกร่งในโครงสร้างรอบคัน พร้อมปกป้องผู้โดยสารรอบทิศทาง และยังส่งผลให้การขับขี่มีความมั่นคงมากขึ้น
  • โครงสร้างประตู เสริมคานเหล็กกันกระแทก พร้อมการออกแบบ โครงสร้างนิรภัยแบบชิ้นเดียว เพื่อการดูดซับและกระจายแรงกระแทก กรณีเกิดการชนด้านข้าง หรือพลิกคว่ำ

    *เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ