<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรคอ้วน</title>
	<atom:link href="https://paiikubkhun.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://paiikubkhun.com</link>
	<description>www.paiikubkhun.com</description>
	<lastBuildDate>Mon, 03 Mar 2025 05:10:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.12</generator>

<image>
	<url>https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2023/11/cropped-111-32x32.jpg</url>
	<title>โรคอ้วน</title>
	<link>https://paiikubkhun.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>หมอแอมป์ชี้ “โรคอ้วน” วิกฤตสุขภาพทั่วโลก เผยประเทศไทย คนกรุงเทพฯ ครองแชมป์ แนะ 3 แนวทางแก้ไข</title>
		<link>https://paiikubkhun.com/health/bdmswellnessclinic-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[paiikubkhun]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Mar 2025 05:09:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Obesity]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ]]></category>
		<category><![CDATA[หมอแอมป์]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอ้วน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://paiikubkhun.com/?p=8979</guid>

					<description><![CDATA[โรคอ้วน (Obesity) ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่างที่ส [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2025/03/BDMSWellnessClinic-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-8981" srcset="https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2025/03/BDMSWellnessClinic-1024x576.jpg 1024w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2025/03/BDMSWellnessClinic-300x169.jpg 300w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2025/03/BDMSWellnessClinic-768x432.jpg 768w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2025/03/BDMSWellnessClinic.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong>โรคอ้วน (Obesity) ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่างที่ส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเครียด รวมถึงมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ โรคอ้วนยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในแง่ของค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง</strong></p>



<p>ในยุคที่เต็มไปด้วยอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ สิ่งอำนวยความสะดวก ผู้คนเคลื่อนไหวร่างกายลดลง โรคอ้วนจึงกลายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างเหมาะสม</p>



<p><strong>นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (</strong><strong>BARSO)</strong> จะพาทุกท่านเจาะลึกถึงประเด็นสาเหตุของโรคอ้วนในหลากหลายมิติ ต้อนรับ <strong>“วันอ้วนโลก (World Obesity Day)”</strong> ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงระบบ และสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน</p>



<p><strong>โรคอ้วนกำลังขยายตัวเป็นบริเวณกว้าง</strong><strong></strong></p>



<p>วิกฤตการณ์โรคอ้วน (Obesity crisis) กำลังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขระดับโลกที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน ตัวอย่างการศึกษาตีพิมพ์บนวารสาร The Lancets เปิดเผยว่า ในปี ค.ศ. 2022 นั้นมีผู้คนมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากโรคอ้วน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 35 ปีก่อนถึงสองเท่าในผู้ใหญ่ และในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่มีอายุ 5-19 ปี เพิ่มสูงขึ้นถึงสี่เท่า และข้อมูลในปี ค.ศ. 2022 นั้นยังเปิดเผยว่า 43% ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักเกินด้วย นอกจากนี้ ข้อมูลจาก World Obesity Atlas 2024 ยังคาดการณ์ไว้อีกว่า ในปี ค.ศ. 2035 หรืออีกปีสิบปีข้างหน้า โลกของเราจะต้องมีคนที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์และอ้วนสูงเป็น 54% หรือราว 3.3 พันล้านคนเลยทีเดียว</p>



<p>สำหรับประเทศไทย รายงานจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในการติดตามเฝ้าระวังภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนนั้น ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ประชากรไทยมีปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วนมากถึง 48.35% โดยเขตกรุงเทพมหานครมีความชุกมากที่สุด คิดเป็น 56.4% รองลงมาคือ ภาคเหนือ (51.8%) ภาคใต้ (50.8%) ภาคกลาง (46.9%) และภาคอีสาน (46.6%)</p>



<p>อีกกลุ่มประชากรที่เราไม่ควรละเลยนั้นคือ กลุ่มวัยเด็ก โดยรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2567 เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี มีความชุกของภาวะอ้วนอยู่ที่ 9.24% ในเด็กอายุระหว่าง 6-14 ปี มีความชุกของภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนอยู่ที่ 13.12% ในขณะที่เด็กที่มีอายุ 15-18 ปี มีความชุกมากถึง 15.76% โดยประชากรวัยเด็กที่อาศัยอยู่ในเขตสุขภาพที่ 4 ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี และนครนายก เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีความชุกของภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนมากที่สุด ซึ่งมีร้อยละดังกล่าวเพิ่มยังสูงขึ้นจากเมื่อปี พ.ศ. 2566 อีกด้วย</p>



<p>ดังนั้น เราควรให้ความสำคัญกับประชากรวัยเด็กและวัยรุ่นมากขึ้น เพราะภาวะสุขภาพในวัยเด็กส่งผลต่อภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ตัวอย่างการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Nutrition ในปี พ.ศ. 2566 คาดว่า เด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกันกับเด็กที่ไม่อ้วน โดยเด็กที่มีภาวะอ้วนตั้งแต่ในวัยเรียนนั้น 55% จะพัฒนาไปเป็นวัยรุ่นที่อ้วน และวัยรุ่นที่อ้วนมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึง 80% และมีโอกาสถึง 70% ที่จะเป็นโรคอ้วนตั้งแต่อายุ 30 ปี อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และขาโก่งมากยิ่งขึ้นในอนาคต</p>



<p>โรคอ้วน เป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ซึ่งเดิมทีโรคอ้วนถูกพิจารณาจากค่า <strong>ดัชนีมวลกาย หรือ </strong><strong>Body Mass Index (BMI)</strong> แต่แท้จริงแล้ว BMI อาจไม่ใช่เครื่องมือที่แม่นยำในการประเมินภาวะอ้วนมากนัก เพราะไม่สามารถประเมินองค์ประกอบของร่างกายได้ เช่น บุคคลที่มี BMI เท่ากัน อาจมีสัดส่วนกล้ามเนื้อและไขมันไม่เท่ากัน เช่น นักเพาะกายมีกล้ามเนื้อมากกว่าคนที่ขาดการออกกำลังกาย จึงไม่แนะนำให้ใช้ BMI ในการวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว ควรใช้เครื่องมืออื่นประกอบอย่างการวัดเส้นรอบเอว และหากต้องการเห็นภาพและตัวเลขที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การวัดองค์ประกอบร่างกายด้วยเครื่อง <strong>DEXA (Dual-Energy X-ray Absorptiometry)</strong> จะช่วยให้การประเมินโรคอ้วนนั้นดียิ่งขึ้น โดยในกลุ่มวัยกลางคน (อายุ 20–50 ปี) ผู้หญิงไม่ควรมีสัดส่วนไขมันเกิน 32% และผู้ชายไม่ควรเกิน 25%</p>



<p>สาเหตุหลักมาจากการได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ ร่างกายของเราจึงสะสมพลังงานส่วนเกินในรูปของไขมันตามส่วนต่าง ๆ</p>



<p><em>“นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความไม่สมดุลของฮอร์โมน พันธุกรรม รวมไปถึงกระบวนการเหนือพันธุกรรม หรือ </em><em>Epigenetics ซึ่งส่งผลต่อการเผาผลาญและการสะสมไขมันในร่างกาย ที่สำคัญเมื่อเกิดโรคอ้วนไขมันที่สะสมอยู่จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบต่าง ๆ ทำให้โรคอ้วนรุนแรงขึ้น และเกิดเป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ”</em> <strong>นายแพทย์ตนุพล </strong>กล่าวเพิ่มเติม</p>



<p><strong>เข้าใจร่างกายผ่านกลไกการรับประทานอาหาร/รักษาน้ำหนักตัว</strong><strong></strong></p>



<p>พฤติกรรมการรับประทานอาหารและรักษาน้ำหนักตัวนั้น เกิดจากการทำงานร่วมกันของ 3 กลไกด้วยกัน ดังนี้</p>



<p><strong><u>กลไกที่หนึ่ง</u></strong><strong>: การควบคุมสมดุลความอยากอาหารของร่างกาย (Homeostatic feedback)</strong></p>



<p>กลไกนี้เกิดขึ้นจากการหลั่งฮอร์โมนในระบบทางเดินอาหาร และส่งสัญญาณไปที่ก้านสมอง (Brainstem) และสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) โดยฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในกลไกนี้ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เลปติน (</strong><strong>Leptin)</strong> – ฮอร์โมนแห่งความอิ่ม</li>
</ul>



<p>เลปตินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมความอิ่มและรักษาสมดุลพลังงานของร่างกาย โดยกระตุ้นผ่านเซลล์ประสาท Pro-opiomelanocortin (POMC) และ Cocaine-amphetamine regulated transcript (CART) หรือกลุ่มเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความรู้สึกอิ่ม</p>



<p>เลปตินถูกผลิตและหลั่งจากเซลล์ไขมันในเนื้อเยื่อไขมันสีขาว (White Adipose Tissue, WAT) ซึ่งระดับของเลปตินในร่างกายจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณเซลล์ไขมันที่สะสมอยู่ ยิ่งมีไขมันสะสมมาก ร่างกายจะยิ่งหลั่งเลปตินออกมามากขึ้น ซึ่งในคนที่เป็นโรคอ้วน <strong>ร่างกายจะดื้อต่อเลปติน (</strong><strong>Leptin Resistance)</strong> แม้จะมีระดับเลปตินสูงมาก (Hyperleptinemia) แต่ก็ไม่สามารถทำให้ความอยากอาหารลดลง นี่คือเหตุผลที่บางคนรับประทานอาหารมากเกินไป แม้ว่าร่างกายจะได้รับพลังงานเพียงพอแล้ว</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ฮอร์โมนเกรลิน (</strong><strong>Ghrelin) </strong>– ฮอร์โมนแห่งความหิว</li>
</ul>



<p>เกรลินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทในการควบคุมความหิว กระตุ้นผ่านเซลล์ประสาท Agouti-related peptide (AgRP) และ Neuropeptide Y (NPY) และยังยั้งการทำงานของ POMC ช่วยให้เราหิวมากขึ้น และยังมีผลต่อระบบรางวัลของสมอง การรับรู้และตัดสินใจรับประทานอาหารด้วย</p>



<p>เกรลินถูกหลั่งจากต่อมออกซินติกในกระเพาะอาหาร โดยจะหลั่งมากก่อนอาหารและเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เกรลินก็จะหยุดหลั่ง แต่ในคนที่เป็นโรคอ้วน ระดับของฮอร์โมนนี้กลับไม่ลดลง ทำให้ยังรู้สึกอยากรับประทานอาหารต่อ ซึ่งอาหารที่ทำให้เกรลินทำงานผิดปกติ ได้แก่ น้ำอัดลม หรืออาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล High Fructose Cron Syrup (HFCS) จนก่อให้เกิดภาวะโรคอ้วน</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีฮอร์โมนชนิดอื่นที่หลั่งเพื่อช่วยในการควบคุมน้ำหนัก และรักษาโรคอ้วน ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ฮอร์โมนโคลซีสโตไคนิน </strong><strong>(Cholecystokinin, CCK)</strong> &#8211; ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมความอิ่ม<strong></strong></li>
</ul>



<p>CCK เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ เชื่อมโยงระหว่างสมองและลำไส้ ช่วยให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลพลังงานได้อย่างเหมาะสม เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไขมัน CCK จะส่งสัญญาณไปยังระบบทางเดินอาหารเพื่อให้หลั่งน้ำย่อยและเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร พร้อมกับส่งสัญญาณไปยังสมองว่าร่างกายได้รับอาหารเพียงพอแล้ว และเกิดความรู้สึกอิ่ม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ฮอร์โมน</strong><strong> Peptide Y (PYY)</strong> &#8211; ฮอร์โมนที่ช่วยลดความอยากอาหาร</li>
</ul>



<p>PYY เป็นฮอร์โมนที่หลั่งมาจากลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ ทำงานได้ดีเมื่อรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันสายสั้นอย่างในผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืช ทั้งยังทำงานร่วมกับ GLP-1 ในควบคุมระดับน้ำตาลและทำให้อาหารเคลื่อนตัวจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้เล็กช้าลง ช่วยให้อิ่มนานขึ้น ยิ่งมี PYY และ GLP-1 ทำงานร่วมกันมากเท่าไร ก็จะยิ่งรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และรับประทานอาหารได้น้อยลง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ฮอร์โมน </strong><strong>Glucagon-like Peptide-1 (GLP-1)</strong> -ฮอร์โมนช่วยควบคุมน้ำตาลและความอิ่ม</li>
</ul>



<p>GLP-1 เป็นฮอร์โมนที่หลั่งมาจากลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะถูกกระตุ้นเมื่อมีอาหารเข้ามายังลำไส้เล็ก เพื่อเริ่มกระบวนการเผาผลาญ และกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนกลูคากอน มีผลให้อาหารเคลื่อนตัวจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้เล็กช้าลง จนเกิดความอิ่ม</p>



<p>เห็นได้ว่า กลไกควบคุมสมดุลความอยากอาหารและสมดุลพลังงานของร่างกาย เกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างทางเดินอาหารและสมองส่วนไฮโปทาลามัสเพื่อให้อิ่มหรือหิว แต่ในคนที่เป็นโรคอ้วนนั้น ฮอร์โมนความอิ่มและฮอร์โมนความหิวจะทำงานไม่สัมพันธ์กัน ทำให้มีความอยากอาหารมากกว่าปกติ ส่งผลให้รับประทานในปริมาณมาก (Overeating) และได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกายสะสมไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นโรคอ้วนนั่นเอง</p>



<p><strong><u>กลไกที่สอง</u></strong><strong>: การควบคุมการรับประทานเพื่อความสุข (Hedonic feedback)</strong></p>



<p>นอกจากกลไกควบคุมความอยากอาหารจากฮอร์โมนต่าง ๆ แล้ว ร่างกายยังมีระบบที่ทำให้เรารับประทานเพื่อความพึงพอใจ ซึ่งควบคุมโดยระบบเมโสลิมบิก (Mesolimbic System) หรือ ระบบรางวัลของสมอง ระบบนี้ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus), อะมิกดาลา (Amygdala), สมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) และสมองส่วนกลาง (Midbrain)</p>



<p>โดยสมองตอบสนองต่อคุณสมบัติของอาหาร เช่น รูป รสชาติ และกลิ่น กระตุ้นผ่านสารสื่อประสาท ได้แก่ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โดปามีน (Dopamine) ที่กระตุ้นแรงจูงใจในการรับประทาน, เซโรโทนิน (Serotonin) ที่ควบคุมอารมณ์และความอยากอาหาร, และเอ็นโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid) กับโอปิออยด์ (Opioid) ที่เพิ่มความชอบในการรับประทาน แต่ในคนที่เป็นโรคอ้วน เมื่อสารสื่อประสาทเหล่านี้ทำงานพร้อมกันกับฮอร์โมนที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยิ่งทำให้พวกเขารับประทานอาหารต่อไปได้อีก แม้จะรู้สึกอิ่มแล้วก็ตาม</p>



<p><strong><u>กลไกที่สาม</u></strong><strong>: กลไกการตอบสนองทางปัญญา (Cognitive feedback)</strong></p>



<p>บางครั้งมีปัจจัยบางประการเข้ามาส่งเสริมให้เรามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดี จนเป็นโรคอ้วน ได้แก่</p>



<p><strong>การควบคุมตนเอง (</strong><strong>Self-regulation)</strong> คือความสามารถในการจัดการพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเรา ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ในส่วนที่รู้ตัว เราอาจพยายามปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก เช่น การจำกัดปริมาณอาหารหรือเลือกอาหารที่มีพลังงานต่ำ ส่วนที่ไม่รู้ตัวนั้น จะมาจากความเครียดหรืออารมณ์</p>



<p><strong>การตอบสนองต่อสังคม (</strong><strong>Social feedback)</strong> พฤติกรรมการรับประทานและการออกกำลังกายของเรามักได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้าง สื่อ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอื่น ๆ เครือข่ายสังคมสามารถเป็นทั้งแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก หรือเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงพฤติกรรม ขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานทางสังคมที่เรารับรู้</p>



<p><strong>สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วน (</strong><strong>Obesogenic environment)</strong> ได้แก่ วิถีชีวิตที่เนือยนิ่งและกิจกรรมทางกายลดลง มีความเครียดที่เพิ่มขึ้น การเข้าถึงอาหารที่มีพลังงานสูง เป็นต้น</p>



<p>การควบคุมการรับประทานอาหารในผู้ที่มีภาวะอ้วนเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของสามกลไกหลัก ได้แก่ กลไกสมดุลความอยากอาหารของร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ตามมาด้วย กลไกการรับประทานเพื่อความสุข และกลไกการตอบสนองทางปัญญา ความไม่สมดุลของกลไกเหล่านี้ทำให้ร่างกายควบคุมความหิวได้ไม่ดี มีแนวโน้มเลือกรับประทานอาหารเพื่อตอบสนองความพึงพอใจมากขึ้น และลดความสามารถในการควบคุมตนเอง ส่งผลให้รับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น จนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และนำไปสู่ภาวะโรคอ้วนในที่สุด</p>



<p><strong>พันธุกรรมและกระบวนการเหนือพันธุกรรม</strong><strong>: ปัจจัยแฝงที่อาจทำให้อ้วน</strong></p>



<p>จากที่กล่าวในตอนต้น นอกเหนือจากปัจจัยสมดุลพลังงาน สมดุลทางฮอร์โมน ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยสภาพแวดล้อมแล้ว ปัจจัยทางพันธุกรรมก็อาจมีเป็นสาเหตุหนึ่งของการพัฒนาไปเป็นโรคอ้วนได้เช่นกันหลายท่านอาจสังเกตได้ว่า หากสมาชิกในครอบครัวมีภาวะอ้วน ลูกหลานก็มักมีภาวะอ้วนด้วยเช่นกัน โดยรหัสพันธุกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><em>MC4R</em> (Melanocortin-4 receptor)</li>



<li><em>POMC</em> (Proopiomelanocortin)</li>



<li><em>FTO </em>(Fat Mass and Obesity-Associated Gene)</li>



<li><em>LEPR</em> (Leptin receptor)</li>



<li><em>LEP</em> (Leptin) และ</li>



<li><em>ADIPOQ </em>(Adipocyte-, C1q-, and collagen domain-containing)เป็นต้น</li>
</ol>



<p>นอกจากยีนหรือรหัสพันธุกรรมแล้ว กระบวนการเหนือพันธุกรรม (Epigenetics) หรือศาสตร์ว่าด้วยควบคุมการแสดงออกของยีน ที่ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงลำดับยีน แต่ได้รับการกระตุ้นจากพฤติกรรมการดำรงชีวิตของตัวเราเอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคอ้วนในหลายแง่มุม ยกตัวอย่างเช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง</strong> &#8211; ลดการทำงานของ PPARγ หรือยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของไมโทคอนเดรียในเซลล์ ส่งผลต่อระบบการเผาผลาญของร่างกาย<ul><li><strong>การออกกำลังกาย</strong> &#8211; เพิ่มการแสดงออกของยีน PGC1α ในการควบคุมระบบการเผาผลาญพลังงาน และการสร้างไมโทคอนเดรีย</li></ul>
<ul class="wp-block-list">
<li><strong>การพักผ่อนไม่เพียงพอ</strong> &#8211; ลดการทำงานของยีน Cry1 และ BMAL1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ในเลือดที่เพิ่มขึ้น ความอยากอาหาร เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และยังส่งผลต่อยีน SCD1 ที่มีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างและสลายไขมันในร่างกาย</li>
</ul>
</li>
</ul>



<p>อย่างไรก็ดี คุณหมอแอมป์ยังคงเน้นย้ำว่า กุญแจสำคัญของเรื่องนี้เป็นเรื่องของพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle) เช่น การรับประทานอาหารที่มีขนาดใหญ่และปริมาณมาก รวมไปถึงประเภทและลักษณะของอาหารเราเลือกรับประทาน เช่น กลุ่มอาหารที่ให้พลังงานสูง น้ำตาลสูง และไขมันสูง กลุ่มอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เป็นต้น ส่วนปัจจัยด้านรหัสพันธุกรรม หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็จะ สามารถยับยั้งหรือเพิ่มการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนผ่านทางกระบวนการเหนือพันธุกรรมได้ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ จะช่วยให้เข้าใจในพิมพ์เขียวสุขภาพของตัวเอง และส่งเสริมให้ดูแลสุขภาพของเรานั้นตรงจุดยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>แก้ไขระบบตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก</strong><strong></strong></p>



<p><strong><u>แก้ไขระบบแรก</u></strong><strong><u>:</u></strong><strong> ระบบกลไกร่างกายให้กลับมาสมดุล</strong></p>



<p>ปัจจุบันแนวทางการจัดการโรคอ้วนนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle modification) ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก เพราะสามารถเริ่มได้ทันที และยั่งยืนมากที่สุด เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้น คุณหมอแอมป์ได้แนะนำ 7 แนวทางการดูแลสุขภาพง่าย ๆ ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ โดยใน 1 จาน ให้เลือกรับประทานผัก 50% อีก 25% เป็นโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา เต้าหู้ ถั่ว และธัญพืช และ 25% สุดท้ายเป็นข้าวแป้งไม่ขัดสี อย่างเช่น ข้าวกล้อง เป็นต้น</li>



<li>หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงหรือบริโภคแต่น้อย โดยเฉพาะไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ เครื่องใน ขนมเค้ก อาหารฟาสต์ฟู้ด ชานมไข่มุก เนื้อสัตว์แปรรูป (Processed meat) อย่างเบคอน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไส้กรอก แฮม แหนม กุนเชียง ไส้อั่ว หมูแผ่น หมูยอ ลูกชิ้น เป็นต้น</li>



<li>หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ High Fructose Corn Syrup (HFCS) เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำเชื่อม น้ำผลไม้ แยม ลูกกวาด คุกกี้ ไอศกรีม เค้ก พาย เป็นต้น</li>



<li>ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรืออย่างน้อย 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์</li>



<li>นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8-9 ชั่วโมงทุกวันและควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนได้อย่างเป็นปกติ</li>



<li>หลีกเลี่ยงสารอันตราย ได้แก่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และโดยเฉพาะเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยอย่างฝุ่นพิษ PM2.5</li>



<li>ผ่อนคลายความเครียด ด้วยการนั่งสมาธิ เดินจงกรม หรือทำกิจกรรมที่ทำให้สมองสงบ ได้พักผ่อน</li>
</ol>



<p><strong><u>แก้ไขระบบที่สอง</u></strong><strong>: การสนับสนุนจากสังคม</strong></p>



<p>การสนับสนุนทางสังคมที่ดีมีความสัมพันธ์กับการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน ทั้งจากสมาชิกในครอบครัว การที่มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน โรงเรียน หรือสถานที่ทำงาน มีการกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การอบรมให้ความรู้ หรือมีชมรมที่ให้ทุกคนตระหนักในสุขภาพ สิ่งสำคัญคือ การมีระบบสนับสนุนที่ดี ซึ่งช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างสมดุลระหว่างสังคม สภาพแวดล้อม และชีวิตส่วนตัว</p>



<p><strong><u>แก้ไขระบบที่สาม</u></strong><strong>: การสนับสนุนจากหน่วยงานในเชิงนโยบาย</strong></p>



<p>การปรับปรุงปัญหาเชิงโครงสร้างและกระบวนการทางสังคมที่มีผลต่อสถาบัน กฎหมาย เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรม เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์โรคอ้วนได้ เช่น การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ภาษีอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป ภาษีไขมัน เป็นต้น การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ การปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และการประชาสัมพันธ์ความรู้ผ่านสื่อโทรทัศน์ สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกคนในสังคม</p>



<p>การปรับปรุงแก้ไขปัญหาตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่างพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล ไปจนถึงการแก้ปัญหาเชิงระบบโครงสร้างและนโยบาย เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จะช่วยลดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วน ช่วยส่งเสริมความตระหนักรู้ของแต่ละคนในทางอ้อมได้ และจะช่วยผลักดันให้เกิดวิถีชีวิตแบบใหม่ ทุกคนสนใจในเรื่องการดูแลสุขภาพที่ดี มีคุณภาพ และยั่งยืนในที่สุด</p>



<p>เนื่องในโอกาสวันอ้วนโลกประจำปีนี้ ภายใต้แนวคิด ‘Changing Systems Healthier Lives’ มุ่งเน้นให้เราทุกคนเกิดความตระหนักในการแก้ไขปัญหาโรคอ้วนอย่างจริงจัง เปลี่ยนแปลงระบบ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน</p>



<p>“<em>เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ถือว่าเป็นเรื่องของทุกคนในสังคม รวมไปถึงหน่วยงานทุกส่วนตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงเป็นพันธกิจในระดับนานาชาติมาร่วมมือกัน มาเริ่มต้นปรับปรุงระบบ เพื่อระงับ และป้องกันวิกฤตการณ์โรคอ้วนนี้ ในการสร้างอนาคตแห่งสุขภาพดีและยั่งยืนสำหรับลูกหลานของเราไปด้วยกัน</em>” <strong><em>นายแพทย์ตนุพล</em></strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหันตภัยร้าย โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง</title>
		<link>https://paiikubkhun.com/health/bdmswellnessclinic/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[paiikubkhun]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Aug 2024 12:38:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอ้วน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://paiikubkhun.com/?p=6015</guid>

					<description><![CDATA[ท่ามกลางเทรนด์รักสุขภาพที่ใคร ๆ ก็ต่างจับตามองว่าเป็นเท [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="576" src="https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/001-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-6017" srcset="https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/001-1024x576.jpg 1024w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/001-300x169.jpg 300w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/001-768x432.jpg 768w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/001.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ท่ามกลางเทรนด์รักสุขภาพที่ใคร ๆ ก็ต่างจับตามองว่าเป็นเทรนด์ที่กำลังจะมาเปลี่ยนพฤติกรรมให้ผู้คนทั่วโลก ในอีกมุมหนึ่ง โรคที่ยังคงขยายตัวมากขึ้นทั่วโลกและยังไม่มีท่าที่ว่าจะมีเทรนด์ไหนมาล้มล้างได้คือ ‘โรคอ้วน’<br>โรคอ้วนเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลก เพราะภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มความเสี่ยงในโรคหลายชนิด เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea; OSA) ปัญหาข้อต่อ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โรคเบาหวานประเภทที่สอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโดยเฉพาะ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกว่า 13 ชนิด</p>



<p>อ้างอิงจากข้อมูลในปี พ.ศ. 2563 จากสหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) ผู้คนราว 1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาโรคอ้วน และสำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปี พ.ศ. 2566 คนไทยมีปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วน 48.35% แถมตัวเลขเหล่านี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย</p>



<p>นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) และ ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ ขอรณรงค์ให้สังคมตระหนักเห็นภัยร้ายของโรคอ้วน และหยุดการเพิ่มขึ้นของวิกฤตโรคอ้วน เพื่อเป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็ง โรคที่คร่าชีวิตของผู้คนไปมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เพราะแม้ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งจะมีหลายปัจจัย แต่การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้จริง</p>



<p>แล้วโรคอ้วนสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งขนาดนั้นจริงหรือ ?<br>นายแพทย์ธีรวุฒิ กล่าวว่า ทั่วโลกพบโรคอ้วนเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง 3.9% คิดเป็น 544,300 ราย และโรคอ้วนยังมีผลต่อการรักษาในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้ว โดยผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะอ้วนมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นกว่าผู้ป่วยที่ไม่อ้วน 17% และผลแทรกซ้อนจากการรักษาก็มากขึ้นด้วย รวมถึงมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำ สูงขึ้น 13% โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/68D67238-ED76-4807-90C5-C408F6523E46-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6018" srcset="https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/68D67238-ED76-4807-90C5-C408F6523E46-1024x1024.jpg 1024w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/68D67238-ED76-4807-90C5-C408F6523E46-300x300.jpg 300w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/68D67238-ED76-4807-90C5-C408F6523E46-150x150.jpg 150w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/68D67238-ED76-4807-90C5-C408F6523E46-768x768.jpg 768w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/68D67238-ED76-4807-90C5-C408F6523E46-1536x1536.jpg 1536w, https://paiikubkhun.com/wp-content/uploads/2024/08/68D67238-ED76-4807-90C5-C408F6523E46.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>โรคอ้วนก่อให้เกิดมะเร็งได้อย่างไร</p>



<p>นายแพทย์ธีรวุฒิ อธิบายกลไกเกี่ยวกับโรคอ้วนต่อความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง ดังต่อไปนี้ ว่า</p>



<p>● เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue) ทำหน้าที่ปล่อยสารเคมีและเอนไซม์ออกมาเป็นฮอร์โมนเพศชายและหญิง (Estradiol และ Androgen) การที่มีการสร้างฮอร์โมนมากเกินไปกว่าฮอร์โมนเดิม จึงสัมพันธ์กับการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งอื่น ๆ</p>



<p>● โรคอ้วนทำให้เกิดภาวะอินซูลินสูง (Hyperinsulinemia) และสาร Insulin-like growth factor 1 (IGF-1) สูงขึ้นผิดปกติ และคนอ้วนมักมีภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin-resistance) จึงเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานและมะเร็ง</p>



<p>● เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose Tissue) จะปล่อยสารเคมี ชื่อว่าอดิโพไคน์ (Adipokine) มาหลายชนิด เช่น สารเลปติน (Leptin) ทำให้เกิดการอักเสบ และเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ ยับยั้งการตายโดยธรรมชาติอย่างเป็นระบบของเซลล์ (Apoptosis) แต่ในขณะเดียวกันโรคอ้วนกลับทำให้สาร อะดิโพเนคติน (Adiponectin) ซึ่งมีหน้าที่ยับยั้งการขยายตัวของเซลล์กลับลดน้อยลง ดังนั้นเซลล์จึงมีการเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด</p>



<p>● เนื้อเยื่อไขมันยังเป็นตัวการทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เช่น มะเร็งในท่อน้ำดี มะเร็งตับ และมะเร็งอื่น ๆ นอกจากนี้ สารอดิโพไคน์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมะเร็งอ่อนแอลง และเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดมะเร็งได้ง่าย</p>



<p>แม้โรคอ้วนจะไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งโดยตรง แต่ก็ส่งผลต่อร่างกายจนทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น นายแพทย์ตนุพลเสริมว่า การหลั่งฮอร์โมนไขมันที่ผิดปกติส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันลดประสิทธิภาพลง การทำงานเซลล์เพชฌฆาต หรือ NK-cell (Natural Killer cell) เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็ง ก็ได้รับผลกระทบด้วยนั่นเอง จึงเป็นสาเหตุที่ความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นตามน้ำหนักตัว</p>



<p>พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นสาเหตุให้ความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น<br>การบริโภคพลังงานมากเกินกว่าความต้องการของร่างกายเป็นระยะเวลานาน เป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่น ๆ นอกจากพลังงานส่วนเกินแล้ว อาหารบางประเภทมีความสัมพันธ์ชัดเจนต่อการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่สอง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง</p>



<p>ข้อมูลจาก The International Agency for Research on Cancer (IARC) หรือแผนกวิจัยเรื่องโรคมะเร็งขององค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ เนื้อสัตว์แปรรูป (Processed Meat) หรือเนื้อสัตว์ทุกประเภทที่ได้รับการเก็บรักษาโดยการรมควัน การหมักเกลือ การบ่ม หรือการบรรจุกระป๋อง เช่น ไส้กรอก ซาลามี่ แฮม เบคอน กุนเชียง ลูกชิ้น หมูยอ เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (กลุ่มที่ 1) โดยมีหลักฐานที่เพียงพอในมนุษย์ว่าการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และกระเพาะอาหาร และจัดให้ เนื้อแดง (Red Meat) ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อหมู อยู่ที่กลุ่ม 2A มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์</p>



<p>ผู้ร้าย คือ สารกันเสีย ‘ไนเตรท’ หรือ ‘ไนไตรท์’ ซึ่งถูกเติมลงไปในขั้นตอนแปรรููปเนื้อสัตว์ เพื่อถนอมอาหาร ปรุงแต่งสีและรสชาติ แต่สารนี้กลายเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) ภายในร่างกายเกิดเป็น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) เป็นกลุ่มของสารประกอบเอ็นไนโตรโซ (N-nitroso-compounds; NOCs) อีกทั้ง สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons; PAHs) ที่เกิดระหว่างกระบวนการแปรรูป และการปรุงอาหารโดยการอบ ปิ้ง ย่าง เป็นต้น</p>



<p>ในเนื้อแดงเองมีสารสีแดงในเม็ดเลือดแดง หรือ ฮีม (Heme Iron) ซึ่งสามารถเร่งการสร้างสารก่อมะเร็งอย่างสารประกอบเอ็นไนโตรโซ (NOCs) ได้เช่นกัน รวมทั้งการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เช่น การทอด การปิ้งย่าง ในอาหารประเภทเนื้อสเต็ก เบอร์เกอร์ หมูกระทะ สามารถทำให้เกิดสารก่อมะเร็งจำพวก เฮเทอโรไซคลิกแอโรแมติกเอมีน (Heterocyclic Aromatic Amines; HAA) และ สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ได้เช่นกัน ซึ่งพบว่าสารเหล่านี้สามารถทำลายเซลล์ผนังลำไส้ได้</p>



<p>มีข้อมูลชี้ให้เห็นว่า การรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปวันละ 50 กรัม หรือเพียงแค่ 3 ช้อนกินข้าว เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 18 % และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ได้สูงถึง 51%</p>



<p>นอกจากนี้ การบริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณที่สูงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วน เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป ถูกจัดเป็นเนื้อสัตว์พลังงานสูง มีคอเลสเตอรอล และไขมันอิ่มตัวปริมาณมาก รวมถึงวิธีปรุงประกอบเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป มักใช้น้ำมัน เนย น้ำตาล หรือรับประทานคู่กับคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ที่บริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปมีแนวโน้มรับประทานอาหารพลังงานสูง และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น</p>



<p>นายแพทย์ตนุพล แนะนำให้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคู่กับการออกกำลังกาย พฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมและลดความเสี่ยงมะเร็งจะมีหลายอย่างด้วยกัน โดยเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วน และป้องกันการเกิดมะเร็งได้</p>



<p>● เริ่มต้นจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ<br>เพื่อลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง นายแพทย์ตนุพลแนะนำให้ลดการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปให้น้อยที่สุด และเลือกรับประทานโปรตีนจากพืช เช่น กลุ่มถั่วเมล็ดแห้ง (ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วลูกไก่) เต้าหู้ขาว เทมเป้ และโปรตีนเนื้อขาวไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง ไข่ขาว เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญคือการรับประทานผักหลากหลายชนิด ธัญพืชไม่ขัดสี เห็ดต่าง ๆ และเลือกแหล่งโปรตีนจากเต้าหู้หรือถั่วหลากชนิด</p>



<p>นายแพทย์ตนุพลแนะนำแนวทาง การรับประทานอาหารแบบ Plant-based diet ซึ่งเน้นการรับประทานอาหารจากพืชที่ไม่ผ่านการแปรรูป (Whole food, plant-based diet) ซึ่งเคร่งครัดน้อยกว่าการรับประทานมังสวิรัติและไม่มีรูปแบบตายตัว แต่มุ่งเน้นในเรื่องสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารจากพืชเป็นหลัก</p>



<p>มีงานวิจัยมากมายชี้ให้เห็นว่าการรับประทาน Plant-based diet ไม่เพียงแต่ช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง แต่ยังลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ (NCDs) ด้วย ทั้งโรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานประเภทที่สอง เป็นต้น</p>



<p>การลดปริมาณไขมันจากเนื้อสัตว์ ยังช่วยให้การรักษาน้ำหนักตัวทำได้ดีขึ้น และการรับประทานใยอาหารที่เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกอิ่มท้องยาวนาน มีการศึกษาในผู้สูงอายุ 9,633 คน ตีพิมพ์ในวารสาร Epidemiology ปี ค.ศ. 2019 โดยจัดทำเป็นคะแนนการบริโภคพืชผัก รายงานว่าผู้สูงอายุที่มีคะแนนการบริโภคพืชผักเพิ่มขึ้น ทุก 10 คะแนน จะมีรอบเอวลดลง 2 เซนติเมตร และมีไขมันลดลง 1.1 %</p>



<p>● การออกกำลังกายช่วยลดเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด<br>การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งหลายชนิด เช่น ช่วยควบคุมฮอร์โมนที่มีส่วนในการเกิดมะเร็ง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เร่งการเคลื่อนผ่านของอาหารในลำไส้ จึงสามารถลดการสัมผัสต่อสารก่อมะเร็งในทางเดินอาหาร และช่วยควบคุมน้ำหนักตัวและป้องกันโรคอ้วน</p>



<p>งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ PLoS One ในปี ค.ศ. 2018 แสดงให้เห็นถึงผลดีของการออกกำลังกาย แบบแอโรบิค (Aerobic Exercise) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยลดเซลล์มะเร็งในกระแสเลือดของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 1-3 ซึ่งการพบเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด แสดงถึงความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และความเสี่ยงของการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า สอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ Journal of Clinical Oncology ปี ค.ศ. 2006 รายงานว่า ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ที่มีกิจกรรมทางกายดี ช่วยลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำได้ถึง 40% และลดการเสียชีวิตได้ 63 %</p>



<p>การดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง ต้องอาศัยการดูแลสุขภาพองค์รวม ทั้งเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย อารมณ์ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ และการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีมลพิษ ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันที่ดีต่อสุขภาพ (Healthy Lifestyle) “เพราะสุขภาพดีคือสมบัติที่สำคัญที่สุด”</p>



<p>รายละเอียดเพิ่มเติม<br>FB: Facebook.com/BDMSWellnessClinic<br>IG @BDMSWellness</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
